ฮาโกเน่เป็นเมืองที่โตเกียวใช้ "หายใจ" — ห่างแค่ 85 นาที แต่เข้ามาแล้วรู้สึกว่าอยู่อีกโลก หมอกลอยเหนือหุบเขา กระเช้าผ่านควันกำมะถัน น้ำทะเลสาบอาชิสะท้อน torii แดง และถ้าฟ้าเปิด — ฟูจิก็โผล่มาทักทาย
บอกตรงๆ ว่าฮาโกเน่เป็นหนึ่งในไม่กี่เมืองที่ยิ่งเดินยิ่งรู้สึกว่า "คิดถูกแล้วที่มา" ลองนึกภาพ: เช้าขึ้นรถไฟ Tozan แคบๆ ที่ต้องทำ 3 สวิตช์แบ็ค ถึงจะปีนเขาขึ้นไปถึง Gora — จากนั้นต่อกระเช้าผ่านเมฆและควันกำมะถัน มองลงไปเห็นหุบเขา Owakudani เดือดพล่านอยู่ข้างล่าง กินไข่ดำเปลือกสีดำที่ต้มในบ่อกำมะถัน ลงมาต่อเรือโจรสลัดข้ามทะเลสาบอาชิ ริมน้ำมีศาลเจ้าที่ torii แดงยื่นออกไปในน้ำราวกับลอยอยู่ — ทั้งหมดนี้ทำได้ในวันเดียว
แต่ถ้าถามว่าอะไรทำให้ฮาโกเน่ "แตกต่าง" จากที่อื่น คำตอบคือ ออนเซ็น — น้ำร้อนแร่ธาตุจากแหล่งเดียวกับที่ Owakudani เดือดอยู่ ค้างคืนในเรียวกันสักหนึ่งคืน แช่ออนเซ็นโรเทนบุโระกลางแจ้งยามดึก กับฟ้าดาวเต็มฟ้าเหนือภูเขา — นั่นคือเหตุผลที่คนโตเกียวขึ้นรถไฟมาที่นี่ซ้ำแล้วซ้ำอีก เราเลือก 10 ที่เที่ยว ที่บอกเล่าฮาโกเน่ได้ครบที่สุด
เรียงตาม loop เส้นทางสายคลาสสิก — ทำตามลำดับนี้ได้ใน 1–2 วันโดยไม่ต้องย้อนเส้นทาง
1
เคยเจอไหม — พื้นดินที่เดือดพล่านอยู่ตรงหน้า ควันกำมะถันลอยขึ้นจากรูเล็กๆ กลิ่นคาวพลุซึ่งทำให้รู้ว่าอยู่ใกล้แผ่นดินที่ยังมีชีวิต Owakudani (แปลตรงๆ ว่า "หุบเขาเดือดใหญ่") เกิดจากการระเบิดของภูเขาไฟฮาโกเน่เมื่อ 3,000 ปีก่อน น้ำกำมะถันร้อนยังคงซัดขึ้นมาจากใต้ดินอยู่จนถึงทุกวันนี้ ที่นี่คือแหล่งกำเนิด ไข่ดำ (Kuro-Tamago) ไข่ต้มในบ่อกำมะถัน เปลือกเปลี่ยนเป็นสีดำจากปฏิกิริยาเหล็ก-กำมะถัน ตำนานว่ากิน 1 ฟองอายุยืน 7 ปี — ขายเป็นแพ็ก 5 ฟองราคา 500 เยน ที่ร้านบนสถานี
2
ลองนึกภาพ: นั่งอยู่ในกระเช้าขนาดเล็ก กระจกใสโดยรอบ ข้างล่างคือหุบเขา Owakudani ที่ควันกำมะถันลอยขึ้นเป็นเสาขาว — แล้วถ้าวันนั้นฟ้าเปิด ทิศตะวันออกจะมีฟูจิยื่นหัวขึ้นมาจากสายหมอก กระเช้าฮาโกเน่วิ่งระยะ 4 กิโลเมตรจาก Sounzan ถึง Togendai หยุดที่ Owakudani และ Ubako รวม 30 นาที ทั้ง Hakone Freepass ครอบคลุมสายนี้ ถ้าจะขึ้นทางเดียวราคา 2,000 เยน/ผู้ใหญ่
3
ทะเลสาบอาชิเกิดจากการพังทลายของปล่องภูเขาไฟเมื่อ 3,000 ปีก่อน ผิวน้ำสะท้อนสีฟ้าของท้องฟ้าและสีเขียวของภูเขารอบข้าง วันที่โชคดีฟูจิโผล่ขึ้นมาจากเส้นขอบฟ้าฝั่งเหนือ — ภาพที่ช่างภาพมาตามถ่ายซ้ำแล้วซ้ำอีก เรือโจรสลัดสไตล์ยุโรป 3 ลำ (Royal II, Victory, Queen Ashinoko) วิ่งเส้น Togendai–Moto-Hakone–Hakone-machi ค่าโดยสารประมาณ 1,200 เยน ทางเดียว หรือ 2,220 เยน ไป-กลับ กระเช้าจาก Owakudani ลงที่ท่าเรือ Togendai ต่อเรือไปฝั่ง Moto-Hakone ได้เลย
4
ศาลเจ้าฮาโกเน่ตั้งอยู่มากกว่า 1,200 ปีบนฝั่งทะเลสาบอาชิ ต้นสนขนาดใหญ่สูงตระหง่านทั้งสองข้างทางขึ้นชันยาว ทำให้รู้สึกเหมือนเดินเข้าสู่พื้นที่ศักดิ์สิทธิ์ที่กาลเวลาไม่แตะต้อง ไฮไลต์คือ torii สีแดง ที่ยื่นออกไปในน้ำตรงท่าเรือ Moto-Hakone — ถ่ายรูปจากเรือโจรสลัดขณะแล่นผ่านเห็นรายละเอียดงดงามมาก ถ้าอยู่บนฝั่ง ทางเดินริมน้ำจาก Moto-Hakone ไปยังท่าเรือก็ให้มุมที่สวยไม่แพ้กัน
5
เคยนึกไหมว่าพิพิธภัณฑ์จะสนุกได้ขนาดที่เด็กๆ วิ่งเล่นและผู้ใหญ่หยุดถ่ายรูปไม่หยุด — ที่ Hakone Open-Air Museum เป็นแบบนั้น สนามหญ้า 7 เฮกตาร์บนเนินเขาเต็มไปด้วยประติมากรรมกว่า 120 ชิ้นจากศิลปินชื่อก้องโลก ทั้ง Rodin, Henry Moore, Miró และ Picasso ผสมกับงานประติมากรรมสมัยใหม่จากญี่ปุ่น ตรงกลางมีหอ Symphonic Sculpture สูง 18 เมตรที่ข้างในเต็มไปด้วยกระจกสีพันชิ้น — ปีนขึ้นไปแล้วดูแสงสีรุ้งวิ่งไปทุกทิศ ข้างในยังมีแกลเลอรี Picasso Collection และออนเซ็นเท้าให้แช่ฟรี
6
บอกเลยว่านี่ไม่ใช่แค่รถไฟ — มันคือประสบการณ์ Hakone Tozan Railway วิ่งจาก Hakone-Yumoto ถึง Gora ระยะ 8.9 กิโลเมตร ปีนขึ้นเขา 400 เมตรโดยใช้ 3 สวิตช์แบ็ค — ทุกครั้งที่รถไฟสวิตช์ผู้โดยสารจะหันหน้าไปทิศตรงข้าม คนขับและพนักงานวิ่งสลับหัวรถ ราวกับดูโชว์สด สองข้างทางช่วงเดือนมิถุนายนเต็มไปด้วยดอกอาจิไซ (Hydrangea) สีม่วงฟ้า — นักท่องเที่ยวมาเป็นพิเศษช่วงนี้ แต่ฤดูอื่นก็งามแบบสงบกว่า
7
ฮาโกเน่มี 17 เขตออนเซ็น แต่ละเขตมีแร่ธาตุต่างกัน น้ำสีต่างกัน กลิ่นต่างกัน Hakone-Yumoto คือประตูทางเข้าที่ใหญ่ที่สุด เหมาะสำหรับแวะแช่ออนเซ็นสาธารณะ (ราคา 800–1,500 เยน) ก่อนขึ้นรถไฟ Tozan เข้าไปใน Gora และ Kowakidani เป็นเขตที่มีโรงแรมและเรียวกันมากที่สุด สำหรับคนที่ไม่ต้องการแช่เปลือย Yunessun คือออนเซ็นสวนน้ำที่ใส่ชุดว่ายน้ำได้ มีบ่อไวน์ บ่อสาเก และบ่อน้ำร้อนสไตล์โรมัน ตั๋ว 2,500–3,500 เยน
8
ถ้าถามว่ากันยายน–พฤศจิกายนที่ฮาโกเน่ต้องไปที่ไหนก่อน — ทุ่งเซงโกกุฮาระคือคำตอบ ทุ่งกว้างเต็มไปด้วยหญ้า Susuki หรือที่คนไทยรู้จักในชื่อปาเปสแกรส สูงท่วมหัว สีทองเงินแพรวในลมยามบ่าย แสงแดดสีอำพันส่องลงมาจากด้านหลัง — ภาพที่ช่างภาพตามหาตลอดฤดู แถวนี้ยังมีรีสอร์ตและโรงแรมหรูหลายแห่ง ทำให้เหมาะสำหรับคนที่อยากอยู่เงียบๆ ห่างจากนักท่องเที่ยวหนาแน่น
บอกตรงๆ ว่า Narukawa เป็น "ของซ่อน" ของฮาโกเน่ที่คนมาถ่ายรูปทะเลสาบแล้วมักมองข้าม — แต่ Lounge ชั้น 2 ของที่นี่มีหน้าต่างกว้าง 50 เมตรมองออกไปเห็นทะเลสาบอาชิ torii แดง และฟูจิในวันฟ้าใสพร้อมกันทั้งหมด ข้างในจัดแสดงภาพวาดสไตล์นิฮงกะ (ภาพวาดญี่ปุ่นดั้งเดิม) มากกว่า 4,000 ชิ้น มีห้องชาที่ให้แขกนั่งจิบชาญี่ปุ่นพร้อมวิวทะเลสาบโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มจากค่าตั๋ว เหมาะมากสำหรับช่วงบ่ายที่อากาศดี
10
เขตโกระ (Gora) คือหัวใจของฮาโกเน่สำหรับคนที่อยากพักแบบเงียบๆ สวนโกระ (Gora Park) เป็นสวนฝรั่งเศสสไตล์ทางการที่สร้างปี 1914 เต็มไปด้วยดอกไม้สี่ฤดู — ซากุระ พลัม ชบา โรดอเดนดรอน ตั๋วเข้าสวน 600 เยน รวมชาญี่ปุ่นหนึ่งแก้ว รอบๆ สวนมีแกลเลอรีศิลปะเล็กๆ ร้านชา และเรียวกันหลายแห่ง กระเช้าเคเบิลจาก Gora ขึ้นไปยัง Sounzan (ต่อกระเช้า Ropeway ต่อได้) ใช้เวลา 10 นาที ครอบคลุมโดย Hakone Freepass
เส้น loop ของฮาโกเน่ออกแบบมาให้เดินหน้าตลอด ไม่ต้องย้อนเส้นทาง
ออกจากโตเกียวเช้าๆ นั่ง Romancecar จาก Shinjuku 85 นาทีถึง Hakone-Yumoto ฝากกระเป๋าที่ตู้ล็อกเกอร์ แล้วขึ้นรถไฟ Tozan ชมวิวและสวิตช์แบ็คระหว่างทาง ลงที่ Chokoku-no-Mori สำหรับพิพิธภัณฑ์กลางแจ้ง จากนั้นขึ้นต่อถึง Gora ปลายทาง
จาก Gora ขึ้นเคเบิลคาร์ถึง Sounzan ต่อกระเช้า Ropeway ผ่าน Owakudani (แวะกินไข่ดำ) ลงที่ Togendai ต่อเรือโจรสลัดข้ามทะเลสาบอาชิ ลงที่ Moto-Hakone เดินไปศาลเจ้าฮาโกเน่และ torii แดง จบวันด้วยพระอาทิตย์ตกริมทะเลสาบ
ถ้าค้างคืน เช็คอินเรียวกันบริเวณ Kowakidani หรือ Miyanoshita หลังอาหารเย็นแบบ Kaiseki ออกมาแช่ออนเซ็นโรเทนบุโระกลางแจ้ง ถ้าไม่ค้าง กลับ Hakone-Yumoto แวะแช่ออนเซ็นสาธารณะหรืออาบเท้า ก่อนขึ้นรถกลับโตเกียว
เช้าหลังอาหารเช้าในเรียวกัน ขึ้นรถบัสไปทุ่งเซงโกกุฮาระ (ดีที่สุดช่วงก.ย.–พ.ย.) จากนั้นลงมา Moto-Hakone แวะ Narukawa Art Museum นั่งจิบชาวิวทะเลสาบ ก่อนขึ้นรถบัสกลับ Hakone-Yumoto ต่อ Romancecar หรือรถไฟกลับโตเกียว